Call Of Duty:World War II เกมยิงซีรี่ย์ดัง พร้อมกลิ่นอายของสงครามโลกครั้งที่ 2

Call Of Duty:World War II เกมยิงซีรี่ย์ดัง พร้อมกลิ่นอายของสงครามโลกครั้งที่ 2

Call Of Duty:World War II คือการนำเกมเพลย์และเกมยิงชื่อดังอย่าง Call Of Duty มาผสมกับกลิ่นอายของสงครามสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่พัฒนาโดย Sledgehammer Games, Raven Software และจัดจำหน่ายโดย Activision โดยการพัฒนาของเกมใช้ IW Engine ในการพัฒนาซึ่งก็สามารถแสดงผลออกมาได้ดีมากๆ เทียบได้กับ Engine ดังๆอย่าง Unreal Engine 4 ได้เลย โดยเกมนี้ลงให้กับ Microsoft Windows / PlaySatation 4 / Xbox One และวางจำหย่ายครั้งแรกในวันที่ 3 พฤศจิกายนปี 2017 ที่ผ่านมา

1.Call Of Dury : World War II System Requirements

Call of Duty: World War II System Requirements (Minimum)

  • CPU: Intel Core i3 3225 3.3 GHz or AMD Ryzen 5 1400
  • CPU SPEED: Info
  • RAM: 8 GB
  • OS: Windows 7 64-Bit or later
  • VIDEO CARD: Nvidia GeForce GTX 660 @ 2 GB / GTX 1050 or ATI Radeon HD 7850 @ 2GB / AMD RX 550
  • PIXEL SHADER: 5.0
  • VERTEX SHADER: 5.0
  • SOUND CARD: Yes
  • FREE DISK SPACE: 90 GB
  • DEDICATED VIDEO RAM: 2048 MB

Call of Duty: World War II  Recommended Requirements

  • CPU: Intel Core i5-2400 / AMD Ryzen R5 1600X
  • CPU SPEED: Info
  • RAM: 12 GB
  • OS: Windows 10
  • VIDEO CARD: Nvidia GeForce GTX 970 / GTX 1060 @ 6GB or AMD Radeon R9 390 / AMD RX 580
  • PIXEL SHADER: 5.1
  • VERTEX SHADER: 5.1
  • SOUND CARD: Yes
  • FREE DISK SPACE: 90 GB
  • DEDICATED VIDEO RAM: 6 GB

ถ้านับจากเมื่อ 3 ปีที่แล้วเกมนี้เป็นระดับ AA ที่จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรที่ค่อนข้างแรงพอสมควรหรือเทียบกับปัจจจุบันก็ยังถือว่าเป็นสเปคระดับกลางค่อยไปทางสูงอย่าง GTX 1060 6GB ที่เมื่อ 3ปีที่แล้ว คือขุมพลังระดับสูง และที่ตัวเกมต้องการค่อนข้างมากก็คือ Ram ซึ่งคงพบเห็นได้เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว สำหรับเกมที่เป็นแนว โลกกว้างหรือ Open World ที่จำเป็นต้องใช้ทรัพยากร Ram ค่อนข้างเยอะ เนื่องจากรายละเอียดที่ต้องแสดงออกมาในฉากนั้นค่อนข้างมาก ทำให้การที่จะแสดงผลหรือเก็บรายละเอียดออกมาได้ครบถ้วนก็จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรในส่วนของ Ram ค่อนข้างมาก

และยังขอแนะนำให้ใช้ SSD ในการลงเกมประเภทนี้เนื่องจากความเร็ว ของ SSD จะช่วยอย่างมากในการโหลดแมพหรือเปิดแอพพลิเคชั่น ซึ่งจะช่วยให้เกมเกิดภาพฉีกขาดน้อยลงและไม่มีอาการแมพโหลดไม่ทัน นั่นเอง

2.Call Of Duty : World War II เกม Call Of Duty ที่มีกลิ่นอายของสงครามโลกครั้งที่ 2

สำหรับแฟนๆเกมสายยิง แนว FPS ก็คงจะไม่มีใครไม่รู้จักกับเกมชุดอย่าง Call Of Duty เกมแฟรนไชน์ยักษ์ใหญ่ที่จัดจำหน่ายโดย  Activision ที่ตัวเกมก็มีการปล่อยภาคย่อยต่างๆ หลากหลายธีมออกมาอย่างมากมาย โดยเกมภาคแรกปล่อยออกมาเมื่อปี 2003 บนระบบ Microsoft Windows โดยเกมส่วนใหญ่ก็ถูกเซ็ตไว้ในฉากของสงครามโลก แต่ก็มีบางภาคอย่าง Call Of Duty 4 : Modern WarFare (2007) ที่ฉากหลังของเกมถูกเซ็ตไว้บนโลกยุคปัจจุบัน ถือเป็นเกมภาคแรกที่ตั้งฉากหลังของเกมอยู่ในยุคปัจจุบัน และได้รับความนิยมจนถึงภาคปัจจุบันอย่าง Call Of Duty : Modern WarFare (2019) โดย Call Of Duty : World War II ถือเป็นเกมลำดับที่ 14 ซึ่งเนื้อเรื่องจะถือเป็นภาคต่อของเกม Call Of Duty World at War (2008)

3.Call Of Duty : World War II  GamePlay

พอได้มาพูดถึงเกมเพลย์ก็ถึงเวลาที่ต้องพูดอะไรที่ยาวๆ เพราะเรียกได้ว่าเกมนี้จัดเต็มมากๆ ทั้งโหมดการเล่น ทั้งเนื้อเรื่องต่างๆ เรียกได้ว่าจัดมาอย่างเต็มที่คุ้มค่าเกินราคาแน่นอน ถ้าหากว่าไม่สามารถอธิบายได้ครบถ้วน ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยเนื่องจากค่อนข้างเยอะและบางประสบการณ์ต้องสัมผัสด้วยตัวเองจึงจะสามารถเข้าใจได้ดีที่สุด

3.1 Call Of Duty : World War II โหมดสำหรับผู้เล่นคนเดียว (แคมเปญ)

โดยสำหรับเกมที่เซ็ตที่อยู่ในโลกของสงครามโลกครั้งที่ 2 นี้ เพราะฉะนั้นสำหรับโหมดผู้เล่นคนเดียว ก็จะพาผู้เล่นไปสัมผัสกับประสบการณ์ร่วมถึงเหตุการที่อ้างอิงจากความจริง ผสมกับจินตนาการของผู้สร้างนิดหน่อยก็จะทำให้ผู้เล่นได้รับความสนุกไปแบบเต็มๆ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าร่วม D-Day การยกพลขึ้นที่ชายฝั่งนอร์ม็องดี หรือการเดินทางไปฝรั่งเศส เพื่อปลดปล่อยปารีส เข้าร่วมสงครามที่เบลเยี่ยม ไปจนถึงเยอรมันเลยทีเดียว โดยเหตุการณ์ทั้งอ้างอิงจากเหตุการณ์จริง ในช่วงปี 1944- 1945  โดยวิธีการเล่น ผู้เล่นจะได้รับบทตัวหลักอย่างพลทหาร Ronald “Red” Daniel สลับกับตัวละครอื่นไปเรื่อยๆ ใช้เวลาโดยรวมเกือบๆ 6 ชั่วโมง

3.2 Call Of Duty : World War II  Multiplayer Mode

แน่นอนว่าพลาดไม่ได้เด็ดขาดที่เกมที่ดีขนาดนี้จะขาดโหมดการเล่นออนไลน์แบบ Multiplayer หลายคนสงสัยว่าอ้าว ไหนว่ามีหลายโหมดไงละ ก็เพราะว่าแค่ภายในโหมดออนไลน์มนการสร้างห้อง ก็มีโหมดมากมายให้เลือกมากมายเป็นสิบชนิดแล้วครับ และสำหรับปัญหาในการเล่นโหมดออนไลน์ของเกมอื่นๆที่จะมีปัญหาเกี่ยวกับเวลาในการหาห้อง ซึ่งเกมนี้ยังไม่ได้มีปัญหานี้ เพราะถือว่าหาห้องค่อนข้างเร็ว (อาจจะเพราะเกมยังค่อนข้างใหม่ เลยทำให้มีผู้เล่นเยอะอยู่รอดูกันต่อไป) 

และการเล่นเราก็สามารถเล่นทหารได้ถึง 5 หน่วยเลยนะเออ โดยแต่ละหน่วยก็มีสกิลแตกต่างไปตามจุดเด่นของแต่ละสายนั้นๆ (แอบดูคล้ายตำแหน่งในเกมแนว Moba FPS นิดๆนะ)

3.3 Call Of Duty : World War II  Headquarters Mode

คืออีกแบบโหมดหนึ่งในรูปแบบของ Multiplayer Mode ซึ่งในโหมด Headquarters ก็มีโหมดย่อยๆอีกนะ เยอะๆมากจริงๆครับสำหรัโหมดของเกมนี้ ใครซื้อมาบอกเลยครับว่าคุ้ม แค่อยากจะลองเล่นทุกโหมดให้คุ้มก็คงมี 100 ชั่วโมง ++ อย่างแน่นอน โดยโหมดนี้เปรียบเสมือนค่ายทหารจำลองรองรับได้ 48 ผู้เล่นต่อหนึ่งห้อง ซึ่งในห้องนี้ก็มีโหมดต่างๆ อย่างเช่น 1 V 1 / Anti AirCraft

ซื้อเถอะครับ  ผมคงพูดได้เพียงแค่คำนี้คำเดียวจริงๆเนื่องจากดูโหมดที่เขามีมาให้ในเกม ซึ่งสำหรับสายออนไลน์บอกเลยว่า ไม่รู้จะคุ้มยังไง รวมถึงกราฟฟิกของเกมก็ทำออกมาได้อย่างดีเยี่ยม ระบบฟิสิกต่างๆก็ทำออกมาโอเครเลย สำหรับสายเสพเนื้อเรื่องก็ยังคุ้มค่า เพราะโหมดแคมเปญก็มีชั่วโมงการเล่นไม่น้อยเลยทีเดียว และเกมลงให้กับเครื่องเกมสมัยใหม่ค่อนข้างเยอะ การ Optimized ก็ทำออกมาได้ดี ไม่มีผลตอบรับในด้านรบมากเท่าไร ถือว่าเป็นเกมที่ทำออกมาได้คุ้มค่า อาจจะมีโหมดอื่นๆอีกมากมายที่ผมยังไม่ได้พูดถึงเช่นโหมด ซอมบี้นาซี หรือโหมดอื่นๆใน Multiplayer ผู้เล่นลองไปสัมผัสด้วยตัวเองได้ครับ เล่นเกมให้สนุก สำหรับวันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ

#Call Of Duty #เกมยิง #เกมพีซี #เกมออนไลน์ #ข่าว E-sports

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Call Of Duty:World War II เกมยิงซีรี่ย์ดัง พร้อมกลิ่นอายของสงครามโลกครั้งที่ 2

Call Of Duty:World War II เกมยิงซีรี่ย์ดัง พร้อมกลิ่นอายของสงครามโลกครั้งที่ 2